บทที่ 13 “นี่! เจ้ามารน้อย”

 ฉางซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเขินอย่างห้ามไม่อยู่ มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ ดวงตาเป็นประกาย

“เสี่ยวเอ้อร์พูดดี” นางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ข้าให้ เอาไว้กินขนมนะ”

วาจายังไม่ทันจาง นางก็ยื่นก้อนเงินไปให้

เสี่ยวเอ้อร์รีบรับไว้ด้วยสองมือ ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนปิดไม่มิด

“ขอบคุณฮูหยิน! ขอบคุณยิ่งนัก!”

เขารีบโค้งตัวแล้วผละออกไปอย่างร่าเริง ราวกับได้โชคหล่นทับ

เยี่ยเสวียนมองตามอย่างสงสัย ก่อนหันกลับมาถาม

“เจ้าให้สิ่งใดกับเขา เหตุใดเขาจึงดีใจเช่นนั้น”

“เงิน” ฉางซีตอบเสียงเรียบ ราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ นางก้มหน้าก้มตาคีบบะหมี่ต่อ

“ไหนเจ้าบอกว่าเงินในโลกมนุษย์หายากอย่างไรเล่า” เยี่ยเสวียนขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงให้ง่าย ๆ เช่นนี้”

ฉางซีชะงักเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นลูบผมตัวเองเบา ๆ แกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ นางจะตอบอย่างไรได้ ในเมื่อคำชมเมื่อครู่ทำให้อารมณ์ดีเกินไปจริง ๆ จนต้องยอมจ่าย

“เอาเป็นว่าอย่าถามมาก” นางตอบตัดบท พลางก้มหน้าหลบสายตา แล้วตั้งใจกินต่อ ราวกับบะหมี่ตรงหน้าสำคัญกว่าทุกสิ่ง

เยี่ยเสวียนมองนางนิ่ง คิ้วยังคงขมวดแน่น สรุปแล้ว… เงินในโลกมนุษย์หายาก และต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังจริงหรือไม่ หรือทั้งหมดนี้ เป็นเพียงสิ่งที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมารดาเขาเท่านั้น

หลังจากกินอาหารเสร็จ ฉางซีก็เดินไปที่โต๊ะเก็บเงินของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเพื่อเช่าห้องค้างคืน

“เอากี่ห้อง” เถ้าแก่ร้านถามโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงห้วนและไม่ค่อยเป็นมิตรนัก คงเพราะวันนี้ลูกค้าแน่นร้าน วิ่งวุ่นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ

“สอง…” ฉางซียังพูดไม่ทันจบ

“ข้าจะนอนกับเจ้า” เยี่ยเสวียนเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที น้ำเสียงหนักแน่นราวกับเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้แล้ว

ฉางซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเขา เยี่ยเสวียนยืนชิดอยู่ข้างกาย มือยังจับชายเสื้อนางไม่ปล่อย แววตาฉายชัดถึงความไม่วางใจ

“ที่นี่แปลกถิ่นเกินไป” เขากล่าวต่อ “ข้าไม่อยู่คนเดียวโดยไม่มีเจ้าแน่”

ฉางซีถอนหายใจเบา ๆ คล้ายยอมแพ้ ก่อนจะหันกลับไปบอกเถ้าแก่

“ห้องเดียวแล้วกัน” …ประหยัดเงินดีด้วย

เถ้าแก่พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็โยนกุญแจขึ้นมาอย่างลวก ๆ ฉางซียื่นมือรับไว้ ก่อนจะวางเงินลงบนโต๊ะ

“ห้องริมขวาสุด” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวสั้น ๆ

“ขอบคุณมากเถ้าแก่” ฉางซีกล่าวจบ ก็หันหลังเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะก้าว

เยี่ยเสวียนเดินตามไม่ห่าง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่มี จนชายเสื้อของนางสะบัดไปมาก็แทบจะปะทะอกเขา

เมื่อเดินมาถึงทางเดินหน้าห้องพัก ฉางซีจึงหันกลับมาเลิกคิ้วถาม

“เจ้ายังไม่หายกลัวอีกหรือ”

เยี่ยเสวียนหยุดเดิน ดวงตาดำสนิทเหลือบมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ก่อนจะตอบเสียงต่ำ

“สถานที่นี้มีกลิ่นแปลกประหลาดมากเกินไป… เหมือนจะมีทั้งเหม็นคลุ้ง และหอมหวน แต่ข้าว่ามันต้องแฝงอันตรายบางอย่างเอาไว้แน่”

ฉางซีหัวเราะเบา ๆ อย่างอดไม่ได้

“นั่นมันกลิ่นสุรา กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอาหาร เจ้ามารน้อย”

เขาขมวดคิ้ว ไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็ยังขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีกก้าวหนึ่ง ราวกับยืนยันจุดยืน

“ต่อให้เป็นเช่นนั้น ข้าก็จะอยู่ข้าง ๆ เจ้า”

ฉางซีส่ายศีรษะอย่างจนใจ นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างมารกับมนุษย์… ใครกันแน่ที่ควรกลัวกันมากกว่ากัน

เมื่อก้าวเข้ามาถึงในห้องพัก ฉางซีก็หยิบหมอนกับผ้าห่มหนึ่งผืนโยนลงไปข้างเตียง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้านอนที่พื้น ส่วนข้านอนบนเตียง”

เยี่ยเสวียนพยักหน้าโดยไม่ปริปากบ่น หรือถามสักคำ เขาล้มตัวลงนอนบนหมอนที่พื้น แล้วห่มผ้าอย่างว่าง่าย ราวกับเป็นเรื่องปกติที่เคยชิน

ฉางซีเห็นว่าเขาเอนกายเรียบร้อยแล้ว จึงดับตะเกียง น้ำมันในไส้ไฟมอดลง ห้องทั้งห้องจมอยู่ในความมืดยามค่ำคืน นางเอนตัวลงบนเตียงเช่นกัน

ทว่า… ดวงตาของนางยังคงลืมอยู่

ความเงียบทำให้ความคิดแล่นไกล จู่ ๆ ฉางซีก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา …เรื่องของวิเศษที่จะทำให้พลังของนางกลับคืนมา นางไม่รู้ว่าของวิเศษทั้งห้าชิ้นนั้นมีอะไรบ้าง ทว่าอย่างน้อย ของชิ้นแรก นางเคยอ่านพบในตำราโบราณ

มันคือ กระจกสวรรค์

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน

ฉางซีเอียงคอไปมองคนที่นอนอยู่บนพื้น

ในความมืด เยี่ยเสวียนเองก็ยังลืมตาอยู่เช่นกัน สมองของเขากำลังคิดเรื่อยเปื่อย พื้นห้องนี้แม้จะแข็ง แต่กลับราบเรียบและนอนสบายกว่าพื้นดินในหุบเขาอเวจีเสียอีก แล้วเตียงที่นางพูดถึง… จะนุ่มสบายเพียงใดกันนะ?

“นี่! เจ้ามารน้อย”

เสียงของฉางซีดังขึ้น ทำให้ความคิดฟุ้งซ่านของเขาขาดสะบั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป